ปวงข้าพระพุทธเจ้า ขอน้อมเกล้าน้อมกระหม่อม
รำลึกในพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้
ข้าพระพุทธเจ้า Blogger : ห้องเรียนครูบ๋อม

ค้น "ห้องเรียนครูบ๋อม"

วันศุกร์ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2554

การประยุกต์ใช้ทฤษฎีพหุปัญญา

คลิกเพื่อดูภาพใหญ่


       ตัวอย่างการประยุกต์ใช้ทฤษฎีพหุปัญญา (Multiple Intelligence) ของโฮวาร์ด  การ์ดเนอร์  (Howard Gardner)  ในกิจกรรมการเดินทางไกลและอยู่ค่ายพักแรม
       ปัญญาด้านภาษา  ได้แก่  ให้เขียนบันทึกความคิด  ความรู้สึกในการเดินทางไกลและอยู่ค่ายพักแรม
       ปัญญาด้านตรรกะและคณิตศาสตร์  ได้แก่  ให้ทำบัญชีรายรับ – รายจ่ายที่ใช้ในการเตรียมอุปกรณ์หรือจัดเตรียมเสบียงการเดินทางไกลและอยู่ค่ายพักแรม 
       ปัญญาด้านมิติสัมพันธ์  ได้แก่  การอ่านแผนที่ในการเดินทางไกล  การทำ  Mind mapping  ประสบการณ์ที่ได้รับ
       ปัญญาด้านร่างกายและการเคลื่อนไหว  ได้แก่  การได้เดินทางไกล  การแสดงรอบกองไฟ  (การแสดงละคร  การเต้นรำ)  การออกกำลังกายตอนเช้า  การเล่นเกมตามฐานต่าง ๆ
       ปัญญาด้านดนตรี  ได้แก่  การร้องเพลง  นันทนาการทางด้านดนตรี  ให้แต่เพลงเกี่ยวกับประสบการณ์ที่ได้รับ
       ปัญญาด้านมนุษยสัมพันธ์  ได้แก่  การเดินทางเป็นหมู่คณะ  การร่วมกันทำและรับประทานอาหารในค่าย  การทำงานเป็นหมู่คณะ
       ปัญญาด้านตนหรือการเข้าใจตนเอง  ได้แก่  การทำสังคมมิติหลังจากการเดินทางไกลและอยู่ค่ายพักแรมเสร็จสิ้น  (ใครมีน้ำใจ  ใครมีน้ำใจ  เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่เพื่อน  ใครเห็นแก่ตัว)  ฝึกการปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อม  ฝึกการมีวินัย  เสียสละ  อดทน
       ปัญญาในการเข้าใจสภาพธรรมชาติ  ได้แก่  การให้เขียนชื่อต้นไม้  ดอกไม้  ที่พบระหว่างการเรียนทางไกล  ให้บรรยายสภาพบรรยากาศ  สภาพของป่าไม้ที่พบระหว่างทาง

       ตัวอย่างการจัดการเรียนการสอนในกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  5  จากประสบการณ์ที่เคยใช้ในห้องเรียน  เพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ทางด้านพหุปัญญา  (Multiple Intelligences Theory of learning)  ตามทฤษฎีของการ์ดเนอร์  (Howard Gardner)  8  ด้าน  ดังนี้
       1.  ปัญญาด้านภาษา  (Linguistic Intelligences) กล่าวคือ
       ที่โรงเรียนจะใช้วิธีการให้นักเรียนเดินเรียนตามห้องเรียนต่าง  ๆ ในแต่ละชั่วโมง  โดยครูจะนั่งประจำอยู่ที่ห้องเรียน
       ก่อนครูจะทำการสอน  ถ้ามีนักเรียนส่วนใหญ่มาถึงที่ห้องเรียนแล้ว  และระหว่างรอนักเรียนบางส่วนที่กำลังเดินทางมา  เพื่อไม่ให้เวลาผ่านไปโดยเปล่าประโยชน์  ครูก็จะเปิดคลิปเสียง  หรือไม่ก็คลิปวีดีโอ  หรือสื่อต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์และน่าสนใจที่มีเนื้อเรื่องความยาวไม่เกิน  10  นาที  สามารถดาวน์โหลดได้จาก  YouTube  หรือเว็บต่าง ๆ หรือเปิดให้นักเรียนดูแบบออนไลน์  (ถ้าวันนั้นอินเตอร์เน็ตที่โรงเรียนไม่มีปัญหา)  ได้แก่  คลิปวีดีโอและคลิปเสียงบรรยายธรรมะของท่าน  ว.วชิรเมธี  ที่ได้จัดทำไว้ให้ผู้ที่สนใจศึกษาธรรมะได้ดาวน์โหลดกันแบบฟรี ๆ,  นิทานธรรมะสอนคุณธรรมที่อยู่ในรูปของคลิปวีดีโอการ์ตูน  animation,  คลิปการรณรงค์ต่าง ๆ จาก  สสส  เช่น  เกี่ยวกับความสามัคคี  ความพอเพียง  วันพ่อ  วันแม่  งดเหล้าเข้าพรรษา  เลิกเหล้าเลิกจน  การไม่สูบบุหรี่  เป็นต้น
       วิธีการนี้ทำให้ผู้เรียนได้ฝึกการดู  การฟัง  การคิด  การวิเคราะห์ตีความทางภาษา  (โดยเฉพาะภาษาธรรมะ)  สำรวจพฤติกรรมของตน  จนกระทั่งนำสิ่งที่ฟังหรือดูไปประยุกต์ใช้ในอนาคต  เพื่อปรับปรุงเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของตนให้เป็นไปในทางที่ดีต่อไป  ถือเป็นการเป็นสอดแทรกคุณธรรมและจริยธรรมในรายวิชาคณิตศาสตร์ให้กับนักเรียนโดยที่ไม่รู้ตัวอีกด้วย  (แบบเนียน ๆ )
       (ถ้ารายการเสียงตามสายในโรงเรียนนำคลิปเสียงบรรยายธรรมะที่น่าสนใจไปเปิดแทรกในการจัดรายการประมาณสัก  5 – 10  นาที  คงจะมีส่วนช่วยในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่ไม่ดีของนักเรียนในโรงเรียนได้บ้าง  และคงจะดีกว่าการที่ครูเวรมาอบรมสั่งสอนนักเรียนในตอนเช้า  เนื่องจากนักเรียนส่วนใหญ่ก็ไม่ได้ตั้งใจฟัง  และตอนเช้าแดดค่อนข้างร้อนทุกคนก็ร้อน)
       และได้แบ่งนักเรียนออกเป็นกลุ่ม  กลุ่มละ  5 - 6  คน  ให้แต่ละกลุ่มแต่งโจทย์คณิตศาสตร์ในเรื่องที่ได้เรียนมา โดย
       -  แต่งโจทย์เลียนแบบตัวอย่าง
       -  แต่งโจทย์ให้แตกต่างจากตัวอย่าง
       -  แต่งโจทย์ให้เป็นวรรณกรรมทางคณิตศาสตร์ที่มีภาพประกอบกันเป็นเรื่องราว
       ให้นักเรียนที่เรียนชุมนุมคณิตศาสตร์  ทำการศึกษาค้นคว้าจัดทำบัญชีคำศัพท์คณิตศาสตร์  (ภาษาไทย – ภาษาอังกฤษ)  และจัดทำบัญชีสัญลักษณ์ทางคณิตศาสตร์  ที่ได้เรียนมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน
       2.  ปัญญาด้านตรรกะและคณิตศาสตร์  (Logical – Mathematical Intelligences)  กล่าวคือ
       ในการจัดการเรียนการสอนในรายวิชาคณิตศาสตร์  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  5  นั้น  ระหว่างจัดกิจกรรมการเรียนการสอนนั้น  ได้ดำเนินการสอนผู้เรียนใช้กระบวนการคิดทางคณิตศาสตร์  ได้แก่ 
       กระบวนการสร้างทักษะคำนวณ 
       1.  ตรวจสอบความคิดรวบยอด
       2.  สรุปเรื่องเป็นกฎ  สูตร  ทฤษฎี
       3.  ฝึกการใช้กฎ
       4.  ปรับปรุงแก้ไข
       กระบวนการแก้โจทย์ปัญหา
       1.  วิเคราะห์โจทย์
       2.  กำหนดขั้นตอนปฏิบัติ
       3.  ลงมือปฏิบัติ
       4.  ตรวจสอบคำตอบ
       3.  ปัญญาด้านมิติสัมพันธ์  (Visual – Spatial Intelligences) กล่าวคือ
       ในการจัดการเรียนการสอนในรายวิชาคณิตศาสตร์  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  5  เรื่องการหาค่าของฟังก์ชันโกณมิติอย่างง่าย  ได้สอนให้ผู้เรียนนึกภาพ  หรือวาดภาพเส้นทางของรัศมีในการวัดมุมบนระบบพิกัดฉากภายในควอดรันด์ที่  1 – 4  แล้วจะสามารถหาค่าของฟังก์ชันดังกล่าวได้  นอกจากนี้ยังให้นักเรียนทำ  Mind mapping  ขั้นตอนในการทำโจทย์คณิตศาสตร์บางเรื่องที่มีความซับซ้อน
       4.  ปัญญาด้านร่างกายและการเคลื่อนไหว  (Bodily – Kinesthetic Intelligences)  กล่าวคือ
       ได้จัดกิจกรรมการเรียนการสอนวิชาคณิตศาสตร์พื้นฐาน  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  5  ภาคเรียนที่  2  บทที่  2  เรื่องการวิเคราะห์ข้อมูลเบื้องต้น  หัวข้อการแจกแจงความถี่ของข้อมูล  ได้แบ่งนักเรียนออกเป็นกลุ่ม  กลุ่มละ  5 - 6  คน  ให้ออกไปสำรวจจำนวนของวัตถุ  หรือสิ่งของที่มีอยู่ภายในบริเวณโรงเรียน  ในช่วงเวลาที่กำหนด  พร้อมทั้งแสดงความรู้สึก  หรือความคิดเห็นต่อจำนวนที่ได้ทำการสำรวจ  เช่น  จำนวนรถจักยานยนต์ที่จอดอยู่ภายนอกโรงรถ  จำนวนชิ้นขยะที่ถูกทิ้งอยู่ที่โรงอาหาร  จำนวนรถยนต์พร้อมทั้งจำแนกตามยี่ห้อ  หรือตามสี  จำนวนต้นไม้จำแนกตามชนิด  จำนวนของนักเรียนที่นั่งอยู่ที่โรงอาหารในช่วงเวลาเรียน  จำนวนของนักเรียนที่เล่นกีฬาในช่วงตอนพักเที่ยงจำแนกตามประเภท  เป็นต้น 
       5.  ปัญญาด้านดนตรี  (Musical Intelligences)  กล่าวคือ
       ได้แบ่งนักเรียนออกเป็นกลุ่ม  กลุ่มละ  5 - 6  คน  ให้แต่ละกลุ่มแต่งเพลงโดยมีเงื่อนไขว่าในเนื้อเพลงต้องมีสูตรคณิตศาสตร์แทรกอยู่ด้วย
       นอกจากนี้ยังได้อาศัยดนตรีเป็น  background  ในระหว่างที่นักเรียนทำแบบฝึกหัดคณิตศาสตร์  โดยครูจะได้เปิด  “The  Mozart  Effect”  (ดนตรี  Mozart  เพื่อพัฒนาศักยภาพสมอง)  ที่เรียบเรียงใหม่โดย  ดอน  แคมป์เบลล์  Volume  4  Focus  And  Clarity  (ดนตรีเพื่อสร้างสมาธิในการเรียนและการทำงาน)  จากที่ได้ทำการเปิดให้นักเรียนฟัง  สังเกตพบว่านักเรียนมีสมาธิในการทำงานมากขึ้น
       6.  ปัญญาด้านมนุษยสัมพันธ์  (Interpersonal Intelligences)  กล่าวคือ
       ได้แบ่งนักเรียนออกเป็นกลุ่ม  กลุ่มละ  5 - 6  คน  โดยสมาชิกแต่ละคนมีหน้าที่รับผิดชอบที่จะเรียนรู้เนื้อหา  วิธีการทำแบบฝึกหัดที่ครูสั่งให้ทำ  เพราะถ้าครูสุ่มให้สมาชิกคนใดคนหนึ่งในกลุ่มออกไปทำแบบฝึกหัดที่หน้าชั้นเรียน  แล้วสมาชิกคนนั้นต้องสามารถทำ  และอธิบายวิธีการทำได้ 
       วิธีการนี้จะทำให้สมาชิกทุกคนในกลุ่มมีความรับผิดชอบร่วมกัน  นักเรียนที่เก่งจะต้องช่วยสอนเพื่อนที่อ่อนกว่า  ทำให้นักเรียนมีปฏิสัมพันธ์กันภายในกลุ่ม
       เมื่อนักเรียนในแต่ละกลุ่มทำแบบฝึกหัดเสร็จแล้ว  ครูก็จะอธิบายเพิ่มเติมจากวิธีการทำของนักเรียน  เพื่อเป็นการเน้นย้ำความเข้าใจของนักเรียนอีกครั้งหนึ่ง
       7.  ปัญญาด้านตนหรือการเข้าใจตนเอง  (Intrapersonal Intelligences)  กล่าวคือ
       ในบางเนื้อหาที่ง่ายต่อการเรียนรู้ก็จะให้นักเรียนได้ศึกษาด้วยตนเองโดยใช้หนังสือเล่มเล็กสำหรับเป็นเอกสารประกอบการสอนเป็นรายชั่วโมงที่จัดทำเป็นเรื่อง ๆ ตามเนื้อหาที่หลักสูตรกำหนดไว้  และได้แบ่งเนื้อหาออกเป็นรายชั่วโมง  โดยได้ดำเนินการเขียนเพิ่มเติมเนื้อหา  รูปภาพ  รายละเอียด  เทคนิค  วิธีการคิด  ให้ง่ายต่อการเรียนรู้  และทบทวนความรู้พื้นฐานเดิมในบางเรื่อง  มีขนาดเล็ก  อ่านจบเร็ว  ทำให้เกิดแรงจูงใจในการศึกษาค้นคว้า  ใฝ่รู้ใฝ่เรียน
       อีกทั้งในเอกสารประกอบการสอนเป็นรายชั่วโมงจะมีเนื้อหาและแบบฝึกหัดพร้อมเฉลย  ให้ผู้เรียนได้ศึกษาและตรวจสอบผลการทำแบบฝึกหัดด้วยตนเอง
       นอกจากนี้ยังให้นักเรียนทำสังคมมิติภายในกลุ่ม  ให้นักเรียนภายในกลุ่มตอบคำถาม  เช่น  ฉันอยากอยู่กลุ่มกับใคร  ใครเป็นผู้มีน้ำใจ  เอื้อเฟื้อ  ช่วยเหลือเพื่อน  ใครไม่ช่วยเพื่อนทำงาน  ใครคุยเก่ง  เพื่อเป็นการให้นักเรียนได้รู้จักตนเอง  และพัฒนาปรับปรุงตนเองให้มีพฤติกรรมที่พึงประสงค์ต่อไป
       จากการทำสังคมมิติ  จะพบว่าสังคมมิติเป็นเครื่องมือที่ช่วยในศึกษานักเรียนเป็นรายบุคคล  โดยการจัดสถานภาพทางสังคม  หรือการจัดให้นักเรียนแต่ละคนมีหน้าที่ความรับผิดชอบ  และได้เรียนรู้ร่วมกันเป็นกลุ่มทำให้ทราบถึงสภาพหรือความสัมพันธ์ของนักเรียนที่อยู่สังคมเดียวกัน  หรือกลุ่มเดียวกัน  ทำให้ทราบถึงบุคลิกภาพของนักเรียนที่มีผลต่อสภาพสังคมรอบ ๆ ทำให้ทราบความรู้สึกของนักเรียนแต่ละคนที่มีต่อเพื่อนร่วมกลุ่มของตน
       8.  ปัญญาในการเข้าใจสภาพธรรมชาติ  (Naturalist Intelligences)  กล่าวคือ
       ให้นักเรียนที่เรียนชุมนุมคณิตศาสตร์  ได้สำรวจคณิตศาสตร์ในธรรมชาติที่นักเรียนสามารถสังเกตเห็น  เช่น
       -  การสมมาตรของใบไม้  ใบหน้าของคนหรือสัตว์  ตัวผีเสื้อ
       - อัตราส่วนของดอกไม้กับต้นของดอกไม้ในแต่ละชนิด
       -  อัตราส่วนของข้อมือกับนิ้วมือของคน
       -  อัตราส่วนของข้อศอกกับแขนของคน
                     ฯลฯ

       นอกจากการใช้ทฤษฎีพหุปัญญาแล้ว  ยังได้ประยุกต์ใช้ทฤษฎีการเสริมแรง  ของสกินเนอร์  (Skinner)  อีกด้วย  กล่าวคือ
       เมื่อนักเรียนทำความดีก็จะได้รับการบันทึกคะแนนของความดีนั้นลงในบัญชีการทำความดีของห้องเรียน  โดยจะทำการสะสมคะแนนไปเรื่อย ๆ  เพื่อเก็บไว้เป็นส่วนลดปริมาณการทำงานที่ต้องทำซ่อมในกรณีที่นักเรียนไม่ผ่านเกณฑ์ขั้นต่ำในผลการเรียนรู้ที่คาดหวังบางข้อหรือบางชั่วโมง  และนักเรียนสามารถตรวจสอบคะแนนของตนได้ตลอดเวลา
       กิจกรรมการทำความดีที่เกิดขึ้นในห้องเรียน  ได้แก่
     -  การร่วมกันทำความสะอาดห้องเรียนในแต่ละวันเป็นกลุ่ม  กลุ่มละ  6  คน  โดยสมาชิกในกลุ่มจะแบ่งหน้าที่กันคือ  ลบกระดานและจัดโต๊ะจำนวน  1  คน  กวาดและถูพื้นห้องจำนวน  4  คน  เทถังขยะจำนวน  1  คน
     -  การตั้งคำถามและการตอบคำถามที่เกี่ยวกับเนื้อหาที่เรียนในแต่ละชั่วโมงในระหว่างการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนในห้องเรียนอาจเป็นกลุ่มหรือรายบุคคลก็ได้
     -  การศึกษาค้นคว้าทางคณิตศาสตร์โดยการหาโจทย์ที่นักเรียนสนใจมานำเสนอที่ป้ายนิเทศในห้องเรียน
       ในกรณีที่นักเรียนห้องใดที่ไม่มีความสนใจ  ตั้งใจเรียน  และมีชื่อเสียงทางด้านการหนีเรียน  ครูก็จะใช้วิธีการสอนโดยให้ทำงานส่งท้ายชั่วโมงทุกชั่วโมง  ครูจะต้องเช็คชื่อนักเรียนตามชิ้นงานที่ส่งเท่านั้น  และทุกชิ้นงานจะมีคะแนน  วิธีนี้ครูต้องมีความขยันเอาใจใส่ในการตรวจชิ้นงานของนักเรียนเป็นพิเศษ  ที่ผ่านมาวิธีนี้มีความจำเป็นที่จะต้องนำไปใช้กับนักเรียนที่เรียนในแผนการเรียนทั่วไป
       จากการนำวิธีนี้ไปใช้  ปรากฏว่านักเรียนไม่หนีเรียน  มีความกระตือรือร้นในการเรียน  และตั้งใจทำงานมากขึ้น  เพราะชิ้นงานที่ส่งมีผลสะท้อนเสมอ
       ให้นักเรียนได้ใช้การวิจัยเป็นฐานในการเรียนรู้  มาประยุกต์ใช้ในระดับที่ตนสอน  กล่าวคือ
       ให้นักเรียนได้จัดทำโครงงานตามความสนใจ  ในลักษณะของงานวิจัยขนาดเล็ก  ที่ประกอบด้วยเนื้อหา  5  บท  เหมือนงานวิจัยทั่วไปคือ  ความเป็นมาของปัญหา  เอกสารและเนื้อหาที่เกี่ยวข้อง  วิธีดำเนินการศึกษาค้นคว้า  ผลการวิเคราะห์ข้อมูล  สรุปผลการศึกษาค้นคว้า  ซึ่งเป็นโครงงาน
เชิงสำรวจ  โดยการประยุกต์ใช้ความรู้ในกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์  พื้นฐาน  ภาคเรียนที่  2  บทที่  3  เรื่องการสำรวจความคิดเห็น  ให้นักเรียนทำเป็นกลุ่ม  โดยแบ่งเป็นกลุ่มละ  6  คน  และได้แบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบในการเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง  วิเคราะห์ข้อมูลคนละระดับชั้นตั้งแต่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  1 – 6  จากนั้นจึงนำข้อมูลที่ได้มาสรุปเป็นค่าเฉลี่ยรวมและวิเคราะห์ข้อมูลอีกครั้งหนึ่ง  จนได้ข้อมูลรวมทั้งโรงเรียน  ถ้ามีเรื่องใดที่นักเรียนทำการสำรวจและเห็นว่าเป็นประโยชน์ต่อทางโรงเรียน  ครูจะนำรายชื่อนักเรียนกลุ่มนั้นและผลการสำรวจความคิดเห็นเสนอต่อฝ่ายบริหารให้พิจารณาใช้ประโยชน์จากข้อมูลที่ได้ต่อไป
       ได้สอนโดยการบูรณาการวิชาคณิตศาสตร์กับวิชาศิลปะ  กล่าวคือ
       -  ครูได้ให้นักเรียนบูรณาการรายวิชาศิลปะกับการเขียนสูตรคณิตศาสตร์  หรือเรียกสั้น ๆ ว่า “สูตร Art”  นักเรียนได้นำลายไทยมาประดิษฐ์เป็นสูตรคณิตศาสตร์  บ้างก็ดัดแปลงเป็นรูปการ์ตูน  ตามจินตนาการ  แล้วตกแต่งใส่สีสันอย่างสวยงาม  จะพบว่านักเรียนแต่ละคนจะมีความคิดสร้างสรรค์แตกต่างกันไปตามความสามารถและความแตกต่างระหว่างบุคคล  ถ้าผลงานนักเรียนคนใดอยู่ในระดับดีครูก็จะติดโชว์ไว้ที่ป้ายแสดงผลงานในห้องเรียน  จากนั้นครูก็ทำเป็นคลิปวิดีโอรวมสูตรที่อยู่ในระดับดีแล้ว  Upload  ไปโชว์ไว้ที่  YouTube  (http://www.youtube.com/bomeryy)  เพื่อให้เพื่อนและผู้อื่นได้ชื่นชมต่อไป
       ตัวอย่างผลงานของนักเรียนในการบูรณาการรายวิชาศิลปะกับการเขียนสูตรคณิตศาสตร์
  
          จากที่กล่าวมาข้างต้นเป็นการนำทฤษฎีการเรียนรู้ไปใช้ในกิจกรรมการเรียนการสอนห้องเรียนคณิตศาสตร์  ซึ่งสามารถใช้ได้ตามความแตกต่างระหว่างบุคคลของผู้เรียน  ความสามารถในการเรียนรู้ของนักเรียนในแต่ละรุ่น  และความเหมาะสม  ความเพียงพอของเวลาที่ใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนในแต่ละภาคเรียนประกอบกัน  ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับบริบทของโรงเรียนที่ได้ปฏิบัติการสอนอยู่ในปัจจุบัน
ขอขอบพระคุณสำหรับการสมัครเป็นผู้ติดตาม เข้าร่วมเว็บไซต์นี้ และการแสดงความคิดเห็นทุกข้อความ หากเห็นว่ามีข้อมูลใดเป็นประโยชน์ หรือผิดพลาด ไม่ถูกต้อง ก็สามารถเสนอแนะแลกเปลี่ยนเรียนรู้ได้ ครูบ๋อมยินดีด้วยความเต็มใจค่ะ
เมื่อหมดสิ้นลมหายใจเมื่อใด สิ่งที่คิดค้น เรียนรู้ มิอาจนำพาไปด้วยได้ ที่ทำได้คือ การบันทึก ถ่ายทอด แลกเปลี่ยน เรียนรู้ ให้แด่ผู้ที่สนใจศึกษา เพื่อพัฒนาต่อยอดต่อไป เช่นนี้แล้ว คงไม่เกิดความสูญเปล่าทางความคิด

ประชาสัมพันธ์

เรียน...ครูสายการสอนระดับชั้นประถมศึกษาที่อยู่ในเขตจังหวัดสกลนคร นครพนม อุดรธานี มุกดาหาร ที่มีความประสงค์จะขอย้ายสับเปลี่ยนในวิชาเอกประถมศึกษาโรงเรียนในแขวงคลองสามประเวศ เขตลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร สนใจติดต่อมายัง E - mail : ggpankp@gmail.com จักเป็นพระคุณอย่างสูง

จัด 10 อันดับแรก เรื่องที่ได้รับความนิยมใน 7 วันที่ผ่านมา

หมวดหมู่ (จำนวนเรื่อง)

เรียนคณิตศาสตร์ (75) โปรแกรมครูบ๋อม (55) เกี่ยวกับครูบ๋อม (47) Form/ข้อเสนอแนะ (31) ฝากเผยแพร่บทคัดย่องานวิจัย (30) คำอธิบายรายวิชา (25) ตรีโกณมิติ (22) วลี กลุ่มคำ แผนภาพ (20) เทคโนโลยีและนวัตกรรม (16) โจทย์คณิตศาสตร์ (16) การวัดและประเมินผล (15) ยุทธวิธีการสอนของครูบ๋อม (15) ปพ.5 (.xlsx) (14) สถิติและการวิจัย (14) แผนการจัดการเรียนรู้ (13) ร่วมรณรงค์/เทศกาล (12) ความคิดเห็นของครูบ๋อม (11) วิทยฐานะและการประเมิน (11) ฟังก์ชันลอการิทึม (10) ฟังก์ชันเอกซ์โพเนนเชียล (10) SGS (9) สิ่งที่น่าสนใจ (9) เกษตรกวนตัวอย่าง (แปลก ๆ) (8) การประเมินภายในและภายนอก (7) ตัวชี้วัด/ผลการเรียนรู้/วัตถุประสงค์ (5) จำนวนเชิงซ้อน (4) SDQ (2) การจัดหมู่ (2) ค32101 (2) ค32201 (2) จำนวนจริง (2) พหุนาม (2) เวกเตอร์ (2) O - Net (1) STAD (1) การสร้าง (1) การเรียงสับเปลี่ยน (1) ความน่าจะเป็น (1) ทศนิยม (1) บันทึกข้อความ (1) ลอการิทึม (1) เลขยกกำลัง (1) เศษส่วน (1) เอกซ์โพเนนเชียล (1) แนะแนวประสาครูบ๋อม (1)

เบื้องหลัง "ห้องเรียนครูบ๋อม"

11/10/2552 : Windows Vista 32 bit, Acer Aspire 2930, Intel(R) Core(TM)2 Duo CPU P7350 2.00 GHz 2.00 GB, Microsoft Office 2007 05/05/2557 ถึงปัจจุบันใช้ Windows10 + Microsoft office2010 + 64 bit Intel(R) Core(TM) i7-4700HQ CPU @ 2.40GHz 2.40 GHz Ram 4.00 GB ASUS N46JV-V3020H

กำหนดเวลาทำงาน